Home » Articles posted by editorrtre332

Author Archives: editorrtre332

เปิดสัญญา 3 นักเตะไทยในเจลีกที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุด

เจลีก ลีกฟุตบอลอาชีพของประเทศญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องว่าเป็นลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของเอเชีย เนื่องจากหลังก่อตั้งลีกอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 เจลีกก็เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าเยี่ยมจากทั่วสารทิศ รวมทั้งนักเตะระดับโลกอย่างดุงก้า กัปตันทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก, แพทริก เอ็มโบม่า ดาวยิงทีมชาติแคเมอรูน, ลูคัส โพดอลสกี้ ศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมัน หรือแม้แต่อันเดรส อิเนียสต้า จอมทัพเจ้าของแชมป์มากมายกับทีมชาติสเปนและสโสรบาร์เซโลน่า ในปัจจุบันมีนักเตะสัญชาติไทยหลายคนที่กำลังค้าแข้งอยู่ในลีกแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งนักเตะแต่ละคนสร้างรายได้อย่างมหาศาล โดยธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน และชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงลำดับต้น ๆ ในบรรดานักเตะไทยทั้งหมด

ธีรศิลป์ แดงดา

การย้ายมาร่วมทีมชิมิสุ เอส-พัลส์ ในปี 2020 นับเป็นการหวนคืนเจลีกอีกครั้งของธีรศิลป์ แดงดา โดยก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2018 เทพมุ้ยเคยค้าแข้งอยู่กับซานเฟรชเซ ฮิโรชิม่า และฝากผลงานไว้ด้วย 7 ประตู 3 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุกรายการรวม 37 นัด แถมในนัดประเดิมสนามให้ยอดทีมจากเมืองชิมิสุ ศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งทีมชาติไทยออกสตาร์ทเป็นตัวจริงและสามารถยิงประตูได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีอีกครั้งบนเกาะญี่ปุ่น

ชิมิสุ เอส-พัลส์ ทุ่มเงินกว่า 725,000 ยูโร เป็นค่าตัวของธีรศิลป์ โดยมอบสัญญาถาวรให้จำนวน 2 ปี และรับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 3.9 ล้านเยนต่อเดือน หรือประมาณ 1.17 ล้านบาท

ธีราทร บุญมาทัน

หลังถูกยืมตัวไปร่วมทีมโยโกฮามา เอฟ มารินอส ในปี 2019 ธีราทร บุญมาทันก็กลายเป็นนักเตะคนสำคัญช่วยให้มารินอสคว้าแชมป์เจ 1 ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมเจ้าตัวยังเป็นนักเตะไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจลีกอีกด้วย จนต้นสังกัดตัดสินใจมอบสัญญาถาวรให้กับแบ็กซ้ายทีมชาติไทยในที่สุด เพื่อตอบแทนผลงานอันยอดเยี่ยม 3 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์  ในศึกเจ 1 ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา

ในการย้ายมาร่วมทีมโยโกฮามา เอฟ มารินอสอย่างถาวร ธีราทรนั้นมีค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 800,000 ยูโร โดยรับค่าเหนื่อยราว ๆ 3.3 ล้านเยนต่อเดือน หรือประมาณ 990,000 บาท

ชนาธิป สรงกระสินธ์

นับตั้งแต่เป็นนักเตะไทยคนแรกที่เซ็นสัญญาร่วมศึกเจลีกกับทีมฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร เมื่อปี 2017 แม้จะเป็นการร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว แต่ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็ได้กลายเป็นนักเตะกำลังของทีมมาตลอด 3 ปี ด้วยผลงานยอดเยี่ยมในสนามทำให้เมสซี่เจโด่งดังไปทั้งญี่ปุ่นจนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮอกไกโดไปแล้ว แถมยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของเจลีกเมื่อปี 2018 อีกด้วย จนต้นสังกัดตัดสินคว้าตัวมาร่วมทีมเป็นการถาวร ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้รับสัญญาถาวรจากทีมเจลีก

ค่าตัวของจอมทัพทีมชาติไทยอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านยูโร โดยมิดฟิลด์ตัวรุกร่างเล็กรับค่าเหนื่อยจากต้นสังกัดประมาณ 2.5 ล้านเยนต่อเดือน หรือประมาณ 750,000 บาท

ยอดนักเตะทีมชาติไทยทั้ง 3 คน ถือเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะเยาวชนไทยมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อพัฒนาฝีเท้าให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะในอนาคต ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างงามในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว

เครดิตภาพ: https://media.komchadluek.net/img/size1/2020/03/09/cifeb8aaafj8ggcbj6ba9.jpg

3 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งยุค ผู้ไม่เคยคว้าแชมป์เมื่อรับใช้ชาติ

การคว้าแชมป์ไม่ว่าจะเป็นระดับสโมสรและทีมชาติ ถือเป็นเป้าหมายของนักเตะทุกคน นักเตะชื่อดังแต่ละยุคไม่ว่าจะเป็นเปเล่, ดิเอโก้ มาราโดน่า, โรแบร์โต้ คาร์ลอส หรือแม้แต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ล้วนเคยผ่านการคว้าแชมป์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติมาแล้วทั้งนั้น แต่ในทางกลับกันนักเตะที่ได้รับการยกย่องในยุคเดียวกันกับพวกเขากลับไม่เคยคว้าแชมป์ในนามทีมชาติได้เลย ทั้งลีโอเนล เมสซี, เปาโล มัลดินี และโยฮัน ครัฟฟ์

ลีโอเนล เมสซี่

ในยุคปัจจุบันลีโอเนล เมสซี่ ถูกยกย่องให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลกจากการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ถึง 6 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยดาวยิงร่างเล็กกวาดแชมป์ร่วมกับบาร์เซโลน่าถึง 34 สมัย โดยในปี 2009 ปีเดียวเขาเป็นแชมป์ถึง 6 รายการ แต่ในการลงเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่ากลับเป็นคนละเรื่อง เมสซี่พาทีมฟ้า-ขาวเข้ารอบชิงชนะเลิศถึง 4 ครั้ง จากศึกฟุตบอลโลก ปี 2014 และโคปา อเมริกา ปี 2007, 2015 และ 2016 แต่ทั้งหมดจบลงด้วยการเป็นรองแชมป์ทั้งสิ้น จึงทำให้เกียรติประวัติของเมสซี่ยังไม่ครบถ้วยสมบูรณ์ ต่างจากเพื่อนร่วมยุคอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่แม้จำนวนถ้วยแชมป์จะน้อยกว่า แต่ก็มีถ้วยแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 ร่วมกับทีมชาติโปรตุเกสเป็นหนึ่งในนั้น

เปาโล มัลดินี

กัปตันทีมเอซี มิลาน และทีมชาติอิตาลี ขึ้นชื่อในเรื่องการเล่นเกมรับอันเหนียวแน่นจนได้รับการยกย่องว่าเป็นแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในยุคนั้นเคียงคู่กับโรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็กซ้ายจอมบุกทีมชาติบราซิล มัลดินี่พาทีมปีศาจแดง-ดำเป็นแชมป์เซเรียอาถึง 7 สมัย และแชมป์ยุโรปถ้วยหลักอีก 5 สมัย แต่กลับล้มเหลวในยามรับใช้ทีมชาติอิตาลี โดยเป็นได้แค่รองแชมป์ฟุตบอล 1994 และรองแชมป์ฟุตบอลยูโร 2000 ก่อนจะประกาศอำลาทีมชาติหลังทีมอัซซูรีตกรอบฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งกลายเป็นตลกร้ายเมื่ออีก 4 ปีต่อมาอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้เป็นสมัยที่ 4

โยฮัน ครัฟฟ์

ในช่วงทศวรรษที่ 70 หลังจากเปเล่แขวนสตั๊ด และก่อนที่ดิเอโก้ มาราโดน่าจะแจ้งเกิด โยฮัน ครัฟฟ์ถูกยกย่องให้เป็นนักเตะแห่งยุค จนได้รับฉายาว่า “นักเตะเทวดา” จากลีลาการเล่นอันสวยงาม ครัฟฟ์คว้าแชมป์มากมายร่วมกับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แชมป์ลีกดัตช์ 8 สมัย, แชมป์บอลถ้วย 5 สมัย และแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 3 สมัยติดต่อกัน แต่เขากลับไม่เคยบันดาลแชมป์ให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ได้เลย โดยเป็นได้แค่รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 และอันดับ 3 ฟุตบอลยูโร 1976 แถมก่อนที่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 1978 จะเริ่มต้นขึ้น เพลย์เกมเกอร์ทีมกังหันลมสีส้มกลับถอนตัวและประกาศอำลาทีมชาติอย่างกะทันหันด้วยเหตุผลเรื่องครอบครัว จนเนเธอร์แลนด์จอดแค่ตำแหน่งพระรองอีกครั้ง

จากนักเตะทั้ง 3 คน มีเพียงเมสซีคนเดียวที่ยังมีลุ้นทำลายอาถรรพ์ล้มเหลวกับทีมชาติ โดยปัจจุบันดาวยิงอาร์เจนไตน์กลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง หลังประกาศอำลาทีมไปทันทีที่จบศึกโคปา อเมริกา ปี 2016 โดยเมสซีในวัย 32 ปี มีอีก 2 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่รออยู่ ได้แก่  ศึกโคปา อเมริกา 2021 และฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วสำหรับกัปตันทีมฟ้าขาว

เครดิตภาพ: https://images.daznservices.com/di/library/GOAL/e7/33/lionel-messi-argentina-colombia-copa-america-2019_1ebvaw3hhcjs617ycmumc6c5qg.jpg

เฟร็ด…มีวันนี้เพราะพี่คาร์ริคให้

แม้ฟอร์มโดยรวมในฤดูกาล 2019-20 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะขาดความสม่ำเสมอจนทำให้ทีมยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อลุ้นทำอันดับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้า แต่ก็ยังมีนักเตะปีศาจหลายคนที่แสดงผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของ “เฟร็ด” รวมอยู่ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้มิดฟิลด์ชาวบราซิลติดโผอยู่ในกลุ่มภาระของทีมมาตลอด ซึ่งกองกลางแซมบ้าได้ยกเครดิตความดีความชอบให้กับไมเคิล คาร์ริค หนึ่งในสต๊าฟฟ์โค้ชของทีม

เฟร็ดเปิดเผยว่าคาร์ริคมีส่วนช่วยเหลืออย่างมากในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในทีมปีศาจแดง ทั้งเรื่องการฝึกซ้อมเบสิกประจำวัน รวมไปถึงการเอาใจใส่พูดคุยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นหลังจบการฝึกซ้อมปกติอดีตกองกลางปีศาจแดงและทีมชาติอังกฤษยังช่วยฝึกพิเศษส่วนตัวให้อีกด้วย โดยบางครั้งเป็นการฝึกยิงประตู และบางครั้งก็เป็นการฝึกส่งบอล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เฟร็ดพัฒนาฟอร์มการเล่นยามได้รับโอกาสให้สวมเครื่องแบบปีศาจแดงลงสนาม

ก่อนจะย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2018 เฟร็ดเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสรของยุโรป อันเนื่องมาจากผลงานยอดเยี่ยมกับชัคตาร์ โดเน็ตส์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการเป็นมิดฟิลด์สไตล์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่วิ่งไปทั่วสนาม แถมยังคุมจังหวะทั้งรุกและรับให้ทีมจากยูเครนอย่างไหล่ลื่น ซึ่งในช่วงเวลานั้นโชเซ่ มูรินโญ่ กำลังมองหามิดฟิลด์มาช่วยแบ่งเบาภาระในแดนกลางของพอล ป็อกบา ทำให้กุนซือสเปเชียลวันยอมลงทุนถึง 53 ล้านปอนด์เป็นค่าตัวของกองกลางบราซิเลี่ยน แต่พอย้ายสู่รั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จากนักเตะที่จ่ายบอลแม่นยำก็กลับกลายเป็นนักเตะที่จ่ายบอลสั้นยังไม่ตรงเพื่อน แถมมักโดนบีบจนเสียบอลแดนกลางให้คู่แข่งฉวยโอกาสโต้กลับอยู่บ่อยครั้ง แม้ทีมจะเปลี่ยนกุนซือมาเป็นโอเล่ กุนน่าร์ โซลชา ช่วงกลางซีซั่นแต่สถานการณ์ของเฟร็ดก็ยังไม่ดีขึ้น จนทำให้ฤดูกาลแรกในทัพปีศาจแดง เขาลงสนามไปเพียง 25 นัด และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลพากันยี้ทุกครั้งที่เห็นหน้า

แต่แล้วสถานการณ์ของเฟร็ดก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 เมื่อพอล ป็อกบาถูกเล่นงานด้วยอาการบาดเจ็บจนต้องพักยาว เฟร็ดจึงได้โอกาสประสานงานแดนกลางร่วมกับสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งคู่ก็ช่วยกันคุมเกมกลางสนามได้อย่างเข้าขารู้ใจ จนเฟร็ดกลายเป็นมดงานที่ทีมปีศาจแดงจะขาดไม่ได้ โดยได้รับโอกาสลงสนามทุกรายการไปทั้งสิ้น 39 นัด ยิง 2 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์

ด้วยผลงานที่ดีคงเส้นคงมาตลอดฤดูกาล ทำให้เฟร็ดมีลุ้นเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร โดยมีแฮร์รี่ แม็กไกวร์ และอารอน วาน-บิสซาก้า เป็นคู่แข่งคนสำคัญ แต่รางวัลใดก็ไม่สำคัญเท่าการได้รับการยอมรับจากแฟนบอลปีศาจแดง และลบล้างฉายาที่แฟนผีเคยปรามาสเขาว่า “บราซิลเซินเจิ้น” เรียกได้ว่าที่เฟร็ดมีวันนี้ได้เพราะรุ่นพี่อย่างคาร์ริคจริง ๆ

เครดิตภาพ: https://i2-prod.manchestereveningnews.co.uk/incoming/article17838314.ece/ALTERNATES/s1200b/0_GettyImages-1198859156.jpg

“อาเซียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2020” ศึกชิงเจ้าสโมสรแห่งภูมิภาคอาเซียน

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน หรือเอเอฟเอฟ นำศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรอาเซียนกลับมาปัดฝุ่นและจัดการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากการจัดมานานถึง 15 ปี โดยใช้ชื่อการแข่งขันว่า “อาเซียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2020” หรือ “ACC 2020” เพื่อชิงชัยหาสโมสรอันดับหนึ่งของอาเซียน ซึ่งสโมสรที่คว้าแชมป์รายการนี้จะได้รับเงินรางวัลถึง 500,000 ดอลล่าสหรัฐ

หลังประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” มาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนจึงมีแนวคิดจัดการแข่งขันชิงแชมป์ระดับสโมสรขึ้นอีกครั้ง หลังไม่ประสบความสำเร็จจากการจัดใน 2 ครั้งแรก จนต้องล้มเลิกการแข่งขันไปในที่สุด ซึ่งทางเอเอฟเอฟได้เชิญตัวแทนสโมสรจาก 11 ชาติสมาชิกที่ผ่านเกณฑ์คลับ ไลเซนซิง ของสมาคมฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ โดยมี 4 ประเทศที่ได้สิทธิส่งสโมสรเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 2 ทีม ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม และไทย ส่วนอีก 7 ประเทศ ได้แก่ บรูไน, กัมพูชา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และติมอร์ เลสเต จะได้สิทธิชาติละ 1 ทีม แต่มี 2 ชาติที่ปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ มาเลเซีย และติมอร์ เลสเต จึงทำให้มีทั้งสิ้น 12 ทีมที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงแชมป์สโมสรแห่งภูมิภาคอาเซียนครั้งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. สโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 1 จากประเทศไทย

2. สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี แชมป์ลีกคัพ จากประเทศไทย

3. สโมสรฮานอย เอฟซี แชมป์วีลีก 1 จากประเทศเวียดนาม

4. สโมสรโฮจิมินห์ ซิตี้ รองแชมป์วีลีก 1 จากประเทศเวียดนาม

5. สโมสรบาหลี ยูไนเต็ด แชมป์ลีก้า 1 จากประเทศอินโดนีเซีย

6. สโมสรเปอร์ซิบายา รองแชมป์ลีก้า 1 จากประเทศอินโดนีเซีย

7. สโมสรเทมปิเนส โรเวอร์ รองแชมป์สิงคโปร์ พรีเมียร์ลีก จากประเทศสิงคโปร์

8. สโมสรฉาน ยูไนเต็ด แชมป์เมียนมาร์ เนชั่นลีก จากประเทศเมียนมาร์

9. สโมสรเซเรส-เนกรอส แชมป์ฟิลิปปินส์ ฟุตบอลลีก จากประเทศฟิลิปปินส์

10. สโมสรสวายเรียง แชมป์ซี-ลีก จากประเทศกัมพูชา

11. สโมสรลาว โตโยต้า แชมป์ลาว พรีเมียร์ลีก จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

12. สโมสรอินเดรา อันดับ 4 บรูไน ซุปเปอร์ลีก จากประเทศบรูไน

โดย 8 ทีมจากประเทศไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, และเมียนมาร์ จะผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ในขณะที่ทีมจากฟิลิปปินส์, กัมพูชา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และบรูไน จะต้องแข่งขันในรอบคัดเลือกเพื่อหา 2 ทีมเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มต่อไป ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มนั้นจะจับฉลากแบ่งทีมออกเป็น 2 กลุ่ม ใช้การแข่งขันแบบเหย้า-เยือน เพื่อหาทีมอันดับ 1 ละ 2 ของแต่ละกลุ่มมาไขว้แข่งกันในรอบรองชนะเลิศแบบนัดเดียวรู้ผล ซึ่งจะได้ 2 ทีมเข้าสู้รอบชิงชนะเลิศ ที่จะใช้การแข่งขันแบบเหย้า-เยือนในการตัดสินแชมป์

ทั้งนี้ในการแข่งขันให้แต่ละสโมสรต้องส่งรายชื่อนักเตะจำนวน 25-30 คน โดยนักเตะสัญชาติอาเซียนและนักเตะท้องถิ่นแต่ละประเทศสามารถลงทะเบียนได้ไม่จำกัด แต่กำหนดให้ลงทะเบียนนักเตะนักเตะต่างชาตินอกภูมิภาคอาเซียนได้เพียง 4 คน ซึ่งต้องเป็นนักเตะเอเชียอย่างน้อย 1 คน

เดิมการแข่งขันอาเซียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ ถูกกำหนดให้จัดในระหว่างเดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันไปจัดในปี พ.ศ. 2564 แทน จึงต้องติดต่อกันต่อว่าเอเอฟเอฟจะกำหนดโปรแกรมการแข่งขันใหม่ในช่วงเดือนใด

เครดิตภาพ: http://space.smmsport.com/uploads/news/20180222/big/d0d321bb2d60d033b7c993ea4747409a.jpg

ฮาคิม ซีเยค ว่าที่นักเตะคนใหม่ของเชลซี

สถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรน่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อการย้ายทีมของนักเตะ เนื่องจากหลายลีกยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาลงสนามแข่งขันให้จบฤดูกาลได้เมื่อไหร่ ทำให้นักเตะหลายคนที่มีข่าวเรื่องการย้ายทีมจำเป็นต้องอยู่ช่วยต้นสังกัดปัจจุบันจนจบซีซั่นเสียก่อน แต่ “ฮาคิม ซีเยค” กลับเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหานี้ และพร้อมรายงานตัวเป็นนักเตะใหม่ของเชลซีในอีกไม่กี่เดือน

เชลซีเพิ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องการคว้าตัว ฮาคิม ซีเยค มาจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมล่วงหน้า ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นโชคดีของทีมสิงโตน้ำเงินครามที่เร่งปิดดีลนักเตะเป้าหมายได้ก่อนที่ไวรัสมรณะจะแพร่ระบาดอย่างหนักจนพรีเมียร์ลีกต้องออกประกาศเลื่อนการแข่งขันอย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทำให้มิดฟิลด์ทีมชาติโมร็อกโกจะกลายเป็นนักเตะคนแรกในยุคของแฟรงค์ แลมพาร์ด

ซีเยค ลงเล่นให้ยอดทีมของเนเธอร์แลนด์ในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ ด้วยทักษะการเลี้ยงไปกับบอลได้ดี จ่ายบอลสั้นแม่นยำ วางบอลยาวได้เฉียบคม ทำให้ตั้งแต่ย้ายร่วมทีมอาแจ็กซ์เมื่อปี 2016 เขามีส่วนร่วมกับประตูที่สโมสรทำได้ถึง 130 ประตู  แบ่งเป็น 48 ประตู 82 แอสซิสต์ จากการลงเล่นทุกรายการ 165 เกม มากกว่านักเตะทุกคนในลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ แถมยังสร้างสถิติมากมายในลีกเอเรดิวิซี่ ไม่ว่าจะเป็นนักเตะที่หาโอกาสยิงได้มากที่สุดของลีก, นักเตะที่ยิงตรงกรอบมากที่สุดในลีก, นักเตะที่ทำประตูจากนอกกรอบเขตโทษมากที่สุดในลีก, นักเตะที่สร้างโอกาสได้มากที่สุดในลีก, นักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากที่สุดในลีก และนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีก ซึ่งซีเยคเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่ผลิตแอสซิสต์ได้มากกว่า 10 ครั้งต่อฤดูกาลติดต่อกันถึง 6 ซีซั่น ตั้งแต่สมัยยังเล่นให้กับทเวนเต้

ด้วยสถิติอันยอดเยี่ยมมากมายในลีกเนเธอร์แลนด์ ทำให้เชลซีรีบตัดสินใจคว้าตัวซีเยคก่อนที่ฤดูกาลจะจบลง โดยหมายมั่นให้เพลย์เมกเกอร์ชาวโมร็อกโกเป็นตัวตายตัวแทนของเอเดน อาซาร์ ที่ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งการจากไปของอาซาร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนประตูที่เชลซีทำได้ในฤดูกาล 20019-20 แถมคริสเตียน พูลิซิช นักเตะที่ย้ายมาใหม่ก็ไม่อาจสร้างผลงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดาวยิงประจำทีมอย่างแทมมี่ อัลบราฮัมมีอาการบาดเจ็บยาว เชลซีก็แทบจะไม่มีความหวังในการทำประตูเลย

ล่าสุดลีกเอเรดิวิซี่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้การแข่งขันฤดูกาล 2019-20 เป็นโมฆะ หลังจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งห้ามจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการแข่งขันกีฬาภายในประเทศไปจนถึงเดือนกันยายน ทำให้ซีเยคไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะต้องอยู่ช่วยต้นสังกัดจนจบฤดูกาลหรือไม่ แล้วเตรียมตัวเข้าร่วมทัพสิงโตน้ำเงินครามตามกำหนดเดิมในวันที่ 1 กรกฎาคม

เครดิตภาพ: https://images.daznservices.com/di/library/GOAL/ab/25/hakim-ziyech-chelsea-logo_1w896388019wl1m3pzolnabs1w.jpg

ไค ฮาแวร์ทซ์ ดาวรุ่งฟอร์มเทพแห่งศึกบุนเดสลีกา

ศึกบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2019-20 ถือเป็นซีซั่นที่มีบรรดานักเตะดาวรุ่งสร้างชื่อกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจาดอน ซานโช่ ปีกตัวจี๊ดแห่งโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายจอมบุกจากบาเยิร์น มิวนิค รวมไปถึง “ไค ฮาแวร์ทซ์” มิดฟิลด์จอมทัพค่ายไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเตะจากลีกเมืองเบียร์ที่มีส่วนร่วมในการทำประตูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ แถมยังลงเล่นไปมากกว่า 100 เกม ทั้งที่เพิ่งมีอายุเพียง 20 ปี

ไค ฮาแวร์ทซ์ ก้าวจากนักเตะเยาวชนขึ้นมาเป็นนักเตะกำลังหลักของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกลายเป็นนักเตะห้างขายยาอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามในศึกบุนเดสลีกา ด้วยวัยเพียง 17 ปี กับอีก 126 วัน และด้วยการเป็นนักเตะที่เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุกทำให้ดาวรุ่งทีมชาติเยอรมันได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกและปีกขวา ซึ่งเพียงฤดูกาลแรกฮาแวร์ทซ์ก็ได้ลงเล่นไปถึง 28 นัด ยิง 4 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ ต่อมาในฤดูกาล 2018-19 ฮาแวร์ทซ์พัฒนาฝีเท้าแบบก้าวกระโดดด้วยการเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่มีดีทั้งยิงทั้งจ่าย ด้วยผลงาน 20 ประตู 7 แอสซิสต์ จากการลงสนามทุกรายการ 42 เกม จนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดประจำสโมสร ทั้งที่ไม่ได้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า จนถูกยกย่องและนำไปเปรียบเทียบกับมิชาเอล บัลลัค ตำนานนักเตะจอมทัพรุ่นพี่ นอกจากนั้นยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นนักเตะที่พาทีมห้างขายยาคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1993

ในฤดูกาล 2019-20 ฮาแวร์ทซ์ยังคงรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นยอดเยี่ยมได้ไม่มีตก โดยเฉพาะในเรื่องการยิงประตู ซึ่งเกมเปิดสนามบุนเดสลีกากับพาเดอร์บอร์น จอมทัพวัย 20 ปี กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ที่ยิงประตูในบุนเดสลีกาครบ 25 ประตู ก่อนที่ในเกมล่าสุดกับไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ฮาแวร์ทซ์จะสร้างสถิติใหม่เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในบุนเดสลีกาครบ 30 ประตู

นอกจากจะโดดเด่นในเรื่องการทำประตูแล้ว ฮาแวร์ทซ์ยังเป็นนักเตะที่มีความเร็วสูง เทคนิคเลี้ยงบอลดี แถมยังมีการจ่ายบอลที่แม่นยำ โดยในฤดูกาลนี้เพลย์เมกเกอร์ทีมห้างขายยามีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลระยะสั้นแม่นยำสูงถึง 40.3 ครั้งต่อเกม เป็นรองเพียงจาดอน ซานโซ่ ที่จ่ายบอลสั้นเข้าเป้า 42.6 ครั้งต่อเกม เพียงคนเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นด้วยความสูง 189 เซนติเมตร ทำให้ฮาแวร์ทซ์ยังเล่นลูกกลางอากาศได้ดีอีกด้วย

ปัจจุบันฮาแวร์ทซ์มีข่าวพัวพันเรื่องการย้ายทีมกับหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ทีมที่มีภาษีดีที่สุดคงหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์อย่างบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเป็นทีมที่เอื้อต่ออนาคตในทีมชาติเยอรมัน โดยมีการประเมินว่าค่าตัวในการย้ายไปร่วมทีมเสือใต้น่าจะสูงระดับ 100 ล้านยูโรทีเดียว

เครดิตภาพ: https://90l.tribuna.com/images/29/b1/36/29b1369e26dc4a67aef1b81daa1c2d9e500x500@2x.jpg

เจมส์ วอร์ด-พราวส์ นักเตะ OTOP 5 ดาวจากเซาแธมป์ตัน

เซาแธมป์ตัน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสโมสรนักปั้นมือทองแห่งพรีเมียร์ลีก เนื่องจากมีนักเตะหลายต่อหลายคนที่ย้ายออกจากถิ่นเซนต์แมรี่ส์แล้วก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกกับต้นสังกัดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแกเร็ธ เบล, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, ซาดิโอ มาเน่ หรือแม้แต่นักเตะตำนานพรีเมียร์ลีกอย่างอลัน เชียเรอร์ จนมาถึงยุคปัจจุบัน “เจมส์ วอร์ด-พราวส์” กลายเป็นนักเตะรายล่าสุดที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นขุนพลนักบุญคนต่อไปที่จะย้ายออกไปประสบความสำเร็จกับสโมสรที่ใหญ่กว่า

เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ถือเป็นนักเตะลูกหม้อของทีมนักบุญที่สามารถแจ้งเกิดและกลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของสโมสรได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยกองกลางวัย 25 ปีลงเล่นให้เซาแธมป์ตันไปแล้วถึง 269 นัด ตลอด 9 ฤดูกาลที่ผ่านมา แถมใน ฤดูกาล 2019-20 มิดฟิลด์ร่างเล็กยังเป็นนักเตะ 1 ใน 9 คนที่ลงสนามครบทุกนาทีในศึกพรีเมียร์ลีก โดยยิงไป 4 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์

แม้วอร์ด-พราวส์ ดูจะมีรูปร่างที่บอบบางเกินไปสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับที่ต้องใช้พละกำลังและความแข็งแกร่งในการเบียดปะทะกับคู่แข่ง แต่ด้วยหัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญทำให้กองกลางชาวอังกฤษพร้อมบวกกับมิดฟิลด์คู่แข่งในทุกจังหวะจนกลายเป็นมิดฟิลด์สายรับเบอร์ต้น ๆ ของพรีเมียร์ลีก โดยในฤดูกาล 2018-19 วอร์ด-พราวส์มีอัตราการเข้าสกัดบอลอยู่ที่ 1.4 ครั้งต่อเกม แต่ในฤดูกาลล่าสุดกองกลางนักบุญพัฒนาฝีเท้าจนสร้างสถิติใหม่ในการเข้าสกัดบอลด้วยค่าเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อเกม

อีกหนึ่งจุดเด่นของเจมส์ คือ การเป็นมือสังหารฟรีคิกที่ยิงทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์มาแล้ว ทำให้แม้จะเป็นผู้เล่นเชิงรับแต่วอร์ด-พราวส์ก็ยิงประตูได้ถึง 22 ประตู ในช่วง 6 ฤดูกาลหลังสุดโดยประตูที่เขายิงให้นักบุญมาจากลูกฟรีคิกถึง 1 ใน 4 นอกจากเขายังเป็นนักเตะที่เปิดบอลได้อย่างแม่นยำ จนเก็บแอสซิสต์ไปได้ถึง 33 ครั้งจากการลงสนามในทุกรายการให้ทีมนักบุญ

แม้จะส่วนใหญ่วอร์ด-พราวส์มักถูกเลือกให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางที่ค่อนไปทางเกมรับ แต่เมื่อทีมต้องการผู้เล่นเกมบุก เขาก็สามารถเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก รวมไปถึงปีกทั้งสองข้างได้อีกด้วย ซึ่งก็ทำผลงานได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นอกจากนั้นยังเคยถูกโยกไปเล่นตำแหน่งแบ็กขวามาแล้ว จึงถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะสารพัดประโยชน์ของพรีเมียร์ลีก

ปัจจุบันวอร์ด-พราวส์ มีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูล ที่ต้องการกองกลางวัยเบญจเพสไปเป็นตัวตายตัวแทนของเจมส์ มิลเนอร์ที่ใกล้ปลดระวางเต็มที แถมยังสามารถเป็นแบ็กอัพให้เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ได้อีกด้วย ซึ่งหากเกิดการย้ายทีมขึ้นจริงเขาจะกลายเป็นอีกคนที่ย้ายจากทีมนักบุญไปสู่ทัพหงส์แดงต่อจากอดัม ลัลลาน่า, เดยัน ลอฟเรน, นาธาเนียล ไคลน์, ซาดิโอ มาเน่ และเวอร์จิล ฟาน ไดค์

เครดิตภาพ: https://bulletinmail.com/wp-content/uploads/2020/04/James-Ward-Prowse-Southampton-midfielder-on-the-art-of-free-of.jpg

TOP3 สโมสรที่ถูกคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถล่มประตูมากที่สุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

นับตั้งแต่ยิงประตูแรกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2007 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มโรม่า 7-1 หลังจากนั้นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็สังหารประตูในเวทียุโรปได้ต่อเนื่องถึง 14 ฤดูกาลติดต่อกัน จนกลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดตลอดกาลของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยยิงได้ทั้งสิ้น 128 ประตู แบ่งเป็นสมัยค้าแข้งอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 15 ประตู, เรอัล มาดริด 105 ประตู และยูเวนตุส 8 ประตู รวมแล้วมีทั้งหมด 33 สโมสรที่ตกเป็นเหยื่อของกัปตันทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งสโมสร TOP3 ที่โดนโรนัลโด้ถล่มประตูมากที่สุดประกอบไปด้วย

อันดับ 3 (ร่วม) : แอตเลติโก มาดริด – 7 ประตู

โรนัลโด้ดวลกับแอตเลติโก มาดริดในเวทียุโรปถึง 10 นัด โดยเป็นดาร์บี้แมตช์เมืองมาดริดถึง 6 ครั้ง และยิงรวมทุกนัด 7 ประตู แถมสามารถทำแฮตทริกได้ถึง 2 เกม โดย 1 ประตูที่โรนัลโด้ทำได้ในการพบกันเมื่อฤดูกาล 2013-14 ยังส่งให้เขาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยแรกร่วมกับเรอัล มาดริดอีกด้วย

อันดับ 3 (ร่วม) : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 7 ประตู

ในการพบกับดอร์ทมุนด์ทั้ง 9 นัด โรนัลโด้ทำสถิติชนะ 4 เสมอ 3 แพ้ 2 ยิงได้ 7 ประตู โดยในฤดูกาล 2012-13 ทีมราชันชุดขาวต้องดวลกับทีมเสือเหลืองถึง 4 นัด จากรอบแบ่งกลุ่มและรอบรองชนะเลิศ ซึ่งก็เป็นดอร์ทมุนด์ที่เขี่ยโรนัลโด้ตกรอบไปในฤดูกาลนั้น

อันดับ 2 (ร่วม) : บาเยิร์น มิวนิค – 9 ประตู

โรนัลโด้ โคจรมาพบกับบาเยิร์น มิวนิคทั้งหมด 8 ครั้งในสมัยค้าแข้งอยู่เรอัล มาดริด แบ่งเป็นการแข่งขันในรอบควอเตอร์ 2 ครั้ง และรอบเซมิไฟน่อลอีก 6 ครั้ง โดยปีกโปรตุเกสเอาชนะไปได้ถึง 5 ครั้งและยิงรวมกันถึง 9 ประตู แถมในปี 2017 ยังกดแฮตทริกช่วยให้ทีมราชันฝ่าด่านทีมเสือใต้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ก่อนจะก้าวไปเป็นแชมป์ฤดูกาลนั้นในที่สุด

อันดับ 2 (ร่วม) : อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม – 9 ประตู

ยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ถือเป็นทีมประจำของเรอัล มาดริดที่มักจับสลากมาเจอกันในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้โรนัลโด้ได้ดวลกับอาแจ็กซ์ถึง 6 ครั้งภายใน 3 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยสามารถเก็บชัยชนะได้ทุกนัด แถมสามารถทำแฮตทริกได้ในการพบกันเมื่อซีซั่น 2012-13 แม้โรนัลโด้จะย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสก็ยังมีโอกาสได้ดวลกันอีกในรอบควอเตอร์ไฟน่อล แต่ครั้งนี้อาแจ็กซ์เป็นฝ่ายเขี่ยโรนัลโด้ตกรอบไป โดยรวมแล้วโรนัลโด้ยิงประตูอาแจ็กซ์ไปทั้งหมด 9 ประตู

อันดับ 1 : ยูเวนตุส – 10 ประตู

ยูเวนตุส เป็นทีมที่โรนัลโด้ยิงประตูได้มากที่สุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกถึง 10 ประตู ซึ่งทุกประตูล้วนเกิดขึ้นในสมัยยังเล่นให้กับทีมราชันชุดขาว จากการโคจรมาพบกันในรอบต่าง ๆ 8 เกม ซึ่งโรนัลโด้ยิงประตูได้ทุกนัด ไม่ว่าจะเป็นรอบแบ่งกลุ่ม 2013-14 ที่ยิงไป 3 ประตู, รอบรองชนะเลิศ 2014-15 ยิงไป 2 ประตู, รอบ 8 ทีม 2017-18 ยิง 3 ประตู และรอบชิงชนะเลิศ 2016-17 ซึ่งปีกโปรตุเกสเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้เรอัล มาดริดป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ แลนี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทีมม้าลายตัดสินใจทุ่มเงินถึง 100 ล้านยูโรดึงตัวโรนัลโด้มาร่วมทีม

ปัจจุบันโรนัลโด้คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 5 สมัย จาก 2 สโมสร โดยเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูนัดชิงชนะเลิศช่วยให้ต้นสังกัดทั้ง 2 สโมสรเป็นแชมป์ และเขามีเป้าหมายจะทำให้ได้อีกครั้งกับยูเวนตุส

เครดิตภาพ: https://www.fcbarcelonanoticias.com/uploads/s1/11/94/48/7/cristiano-ronaldo-record.jpeg